Prachachart – DeeMoney to Take a Slice of the Money Transfer Pie

ธุรกิจโอนเงินระหว่างประเทศ เป็นอีกธุรกิจที่มีการเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันธุรกิจนี้ในไทยมีมูลค่าสูงถึง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว ขณะที่จำนวนธุรกรรมก็เพิ่มสูง โดย “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “อัศวิน พละพงศ์พานิช” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สวัสดีช้อป จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศน้องใหม่ “ดี มันนี่” ถึงการเข้ามาจับธุรกิจนี้ ตลอดจนทิศทางและแนวโน้มธุรกิจในปี 2563 นี้

ชูบริการตอบโจทย์ลูกค้า

“อัศวิน” ฉายภาพว่า ก่อนจะเข้ามาทำธุรกิจโอนเงินข้ามประเทศ ได้เห็นถึงปัญหา (pain point) การโอนเงินข้ามประเทศผ่านธนาคาร โดยเฉพาะลูกค้าบุคคลที่โอนยอดไม่สูงมาก แต่กลับถูกคิดค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ค่อนข้างสูง เช่น โอนเงิน 10,000 บาท ค่าฟีจะอยู่ระหว่าง 1,100-1,500 บาท/ธุรกรรม นอกจากนี้ ลูกค้ายังเผชิญความเสี่ยงที่อาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

“ถ้าโอนเงิน 10,000 บาท ก็คือ 1,500 บาท หรือ 15% ของเงินที่จะส่งไป หายตั้งแต่ต้นทาง และอาจโดนเพิ่ม หากส่งไปยังประเทศที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความเสี่ยง”

“อัศวิน” บอกว่า บริษัทเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าบุคคล โดยคิดค่าฟีโอนเงินข้ามประเทศแบบคงที่ที่ 250 บาทเท่านั้น (ครอบคลุม 35 ประเทศ) ซึ่งค่าฟีไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยอดการโอนเงิน รวมถึงไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม

“ถ้าลูกค้าโอนเงิน 10,000 บาท ผ่าน “ดี มันนี่” จะเสียค่าฟีแค่ 1-2% เท่านั้น หรือประหยัดได้ 7-8 เท่า และยังรับประกันอัตราแลกเปลี่ยนใน 35 ประเทศที่ให้บริการ โดยลูกค้าสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนได้ตั้งแต่ก่อนที่จะโอนเงิน และบริษัทจะเป็นผู้รับกำไรและขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เอง”

“ถ้าคุณเดินไปหาแบงก์วันนี้ การโอนเงินข้ามประเทศใช้เวลา 3-5 วัน และไม่รับประกันว่าจะถึงภายในระยะเวลาที่บอก เพราะแบงก์ส่วนใหญ่ใช้ระบบ S.W.I.F.T. ซึ่งอ้างอิงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น จึงไม่สามารถกำหนดได้ว่า หากเงินไปถึงเกิน 3-5 วันแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนจะเปลี่ยนไปเท่าไหร่ และไม่สามารถการันตีค่าเงินได้”

โฟกัสลูกค้าบุคคล-เอสเอ็มอี

ทั้งนี้ “ดี มันนี่” จะโฟกัสตลาดโอนเงินระหว่างประเทศของธุรกิจเอสเอ็มอีและลูกค้าบุคคลเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุุ่มที่มีการโอนเงินระหว่าง 1,000-800,000 บาท/วัน/คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ธนาคารจะไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก โดยฐานลูกค้าของบริษัท มี 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่โอนเงินออกจากประเทศเป็นประจำทุกเดือน โดยลูกค้ากลุ่มนี้เป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานหรือทำธุรกิจในประเทศไทย เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นก็จะส่งกลับประเทศ และ 2.กลุ่มที่โอนเงินออกจากประเทศแบบไม่ประจำ เช่น ชาวต่างชาติที่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่อาจจำเป็นต้องซื้อของ จ่ายบิล หรือส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในต่างประเทศ เป็นต้น

“ปัจจุบันคนไทยมีบัญชีธนาคารและใช้บริการโมบายแบงกิ้งอยู่ประมาณ 40 ล้านคน ซึ่ง 10% หรือประมาณ 4-5 ล้านบัญชี เป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องรับ-ส่งเงินระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเป้าหมายการเติบโตของบริษัทต่อไป”

โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา “ดี มันนี่” ได้ให้บริการโอนเงินกว่า 30,000 รายการ โดยมีวงเงินรวมประมาณ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีฐานลูกค้าเกือบ 15,000 ราย ขณะที่ในปี 2563 คาดว่าปริมาณการโอน-รับเงินระหว่างประเทศและรายได้จะเติบโตขึ้นอีกหลายเท่า ซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทเน้นการวางระบบเป็นหลัก เพื่อให้บริการครอบคลุม 35 ประเทศ จาก 17 ประเทศ ทำให้คาดว่าฐานลูกค้าจะขยายตัวขึ้นมาก จากปัจจุบันอยู่ที่ 15,000 ราย

จ่อใช้ระบบ e-KYC เปิดบัญชี

สำหรับแผนธุรกิจปี 2563 นี้ “อัศวิน” บอกว่า บริษัทจะขยายจำนวนประเทศให้ครอบคลุมมากขึ้น และพัฒนาระบบให้บริการโอน-รับเงินลูกค้าให้เร็วขึ้น รวมถึงมีบริการเสริมอื่น ๆ

“ในปีนี้ เตรียมเปิดตัวโมบายแอปพลิเคชั่นใหม่ที่จะปรับปรุงให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น รวมถึงพร้อมให้บริการเปิดบัญชีออนไลน์ผ่านการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งรอแค่เปิดตัว”

บริการใหม่ “DeeNEXT”

ล่าสุด “ดี มันนี่” ได้เปิดตัวบริการใหม่ “DeeNEXT” ที่มีการรับประกันว่า เงินโอนจะถึงมือผู้รับภายในวันทำการถัดไป โดยรองรับการโอนเงินไป 28 ประเทศ มีโปรโมชั่นค่าฟีอยู่ที่ 125 บาท

“ในระยะยาว ผมอยากให้ลูกค้านึกถึง “ดี มันนี่” ในแง่ที่เป็นการโอนเงินที่ถูกที่สุดและดีที่สุดในประเทศไทย” ซีอีโอ ดี มันนี่กล่าวย้ำ

Source: https://www.prachachat.net/finance/news-417927

Top